ดนตรีปกาเกอะญอ เสียงเพลงที่ลื่นไหลตามกาลเวลา

ดนตรีปกาเกอะญอ
เสียงเพลงที่ลื่นไหลตามกาลเวลา

เป็นที่รู้ดีว่า ชาวปกาเกอะญอ หรือที่คนมักคุ้นชิ้นกับคำว่า ชาวกะเหรี่ยง ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ตามภูเขา ซึ่งในประเทศไทยมีจำนวนประชากรมากกว่า 1 ล้านคน ก่อนที่จะมารู้จักหรือได้ไปคลุกคลีกับชาวปกาเกอะญอก็ไม่รู้มาก่อนว่า ชนเผ่านี้มีเครื่องดนตรีเป็นของตัวเอง ที่ยังเห็นกันอยู่บ่อยๆ ก็จะเป็นเตหน่ากู และมีบทลำนำที่คนปกาเกอะญอ

เมื่อได้มีโอกาสพูดคุยกับพี่ศิลปินปกาเกอะญอคนหนึ่งชื่อ ดิปุ๊นุ อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านป่าแป๋ จ.ลำพูน เป็นทั้งคนที่ทำงานขับเคลื่อนสิทธิของชาวกะเหรี่ยงและเป็นศิลปินที่ถ่ายทอดเรื่องราวของชาวกะเหรี่ยง แนวเพลงของเขาจะเรียกว่าเป็น ลูกทุ่งอินดี้ ก็ว่าได้ เราได้สอบถามพี่ปุ๊เกี่ยวกับดนตรีปกาเกอะญอ พี่ปุ๊เล่าว่า เมื่อก่อนส่วนใหญ่ดนตรีปกาเกอะญอจะผูกพันกับพิธีกรรมและประเพณีทั้งงานแต่งงาน งานศพ งานบุญ โดยเป็นการเล่นเตหน่ากูและเครื่องดนตรีอื่นๆ ประกอบการร้องบทกลอนหรือลำนำ ซึ่งบทลำนำนี้จะเป็นเหมือนกลอนคำสอนภาษาปกาเกอะญอที่ส่งต่อมาจากบรรพบุรุษ ที่จะกล่าวถึงเรื่องต่างๆ เช่น การดูแลรักษาป่า การเป็นลูกที่ดี หรือการมีสติรู้ตัว เป็นต้น หากเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เป็นเหมือนกลอนสี่ กลอนหก เพียงแต่ไม่ได้มีการสัมผัสของคำเหมือนกับภาษาไทย ไม่ได้มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่จะเป็นการพูดสอนจากรุ่นพ่อมายังรุ่นลูก รุ่นหลานต่อๆ มา มาลองฟังคำอธิบายและตัวอย่างลำนำที่พี่ปุ๊พูดถึงกัน

ลำนำปกาเกอะญอ อธิบายโดย ดิปุ๊นุ

พี่ปุ๊เล่าต่อว่าในปัจจุบัน คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงสื่อต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น ยูทูป ฟังเพลงในอินเทอร์เน็ต ทำให้ตัวเขาเองเห็นโลกที่กว้างขึ้น เห็นว่าตอนนี้สังคมพูดถึงเรื่องอะไรกัน และมีแนวคิดการผสมผสานดนตรีปกาเกอะญอให้เข้ากับดนตรีสมัยใหม่ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ฟังง่ายและสนใจเพลงของชาติพันธุ์ตัวเองมากขึ้น ซึ่งเพลงที่จะยกตัวอย่างนี้ชื่อเพลง เล เล เตหน่ากู  เป็นการนำลำนำปกาเกอะญอที่สอนให้รู้จักรักษาแหล่งป่าต้นน้ำ รักษาธรรมชาติ มาผสมกับเสียงของดนตรีเตหน่ากูที่ถูกปรับเสียงเครื่องดนตรีให้เป็นเมเจอร์สเกล ซึ่งเป็นเสียงที่สามารถเล่นร่วมกับเครื่องดนตรีสากล เช่น กีตาร์ กลอง

การผลิตดนตรีของศิลปินปกาเกอะญอ

จากที่ได้คุยพ่อพีซอศิลปินอาวุโสที่เล่นเตหน่ากูภายในชุมชนบ้านป่าแป๋ จ.ลำพูน เมื่อก่อนเครื่องดนตรีเตหน่ากูจะมีเพื่อพิธีกรรมต่างๆ ภายในชนเผ่า การเกี้ยวพาราสีระหว่างหญิงชาย รวมถึงเล่นเพื่อความสุนทรีย์ เวลาเข้าป่า ค้างคืนในป่าก็จะพกเครื่องดนตรีนี้เข้าไปด้วย ในยุคต่อมาเป็นยุคของการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกกล่าวหาว่าบุกรุกป่า หรือการถูกยึดพื้นที่ทำกิน ทำให้มีการใช้เตหน่ากูเป็นเครื่องมือในการสื่อสารช่วยเล่าเรื่องราวของคนที่อยู่กับป่า ดูแลรักษาป่า มีการแต่งเพลงเกี่ยวกับการสู้ชีวิตออกมาและเดินทางไปยังหมู่บ้านต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปนักดนตรีคนปกาเกอะญอเริ่มมีการผลิตเพลงเพื่อความบันเทิงมากขึ้น รวมถึงได้รับจากการผลิตเพลงจากกระแสสังคมในแต่ละยุค แต่ละสมัย เช่น วิธีการผลิตแผ่นซีดี หรือการแต่งเพลงเพื่อตอบสนองผู้ฟังในเรื่องของความรักวัยรุ่น

เครื่องดนตรีเตหน่ากูนี้เป็นตัวแปรที่สามารถบ่งบอกความลื่นไหลของวัฒนธรรมหรือแนวคิดของคนปกาเกอะญอได้เป็นอย่างดี เห็นได้จากการพัฒนาการเล่นเครื่องดนตรีจากคีย์ไมเนอร์ ไปใช้คีย์เมเจอร์ เพื่อที่จะสามารถเล่นร่วมกับเครื่องดนตรีสากลได้  โดยดนตรีที่ถูกผลิตออกมาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะเป็นดนตรีแนวเพื่อชีวิต อินดี้ลูกทุ่ง รวมถึงดนตรีป๊อบ และจากที่ได้ฟังเพลง เทอเนอระเทอ ของพี่ปุ๊ ยังมีการแต่งท่อนแร็พกับศิลปินแร็พชาวปกาเกอะญออีกด้วย ซึ่งดนตรีเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีหน้าที่ขัดเกลาจิตใจของคนฟังอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ตัวดนตรีมีการสอดแทรกเรื่องการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ฟังที่ต้องการฟังเพลงที่ฟังง่าย กินใจ และสามารถเป็นที่ยอมรับของมวลชน ซึ่งจะตรงกับทฤษฎีของนักสังคมวิทยาชาวเยอรมันที่มีชื่อเสียงด้านวัฒนธรรมศึกษา ธีโอดอร์ อดอร์โน ที่ ได้นำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับการบริโภคในยุคสมัยวัฒนธรรมกระแส (Pop-culture) ในเชิงวิพากษ์ว่า ดนตรีในวัฒนธรรมกระแส (Pop-culture) ผลิตซ้ำ และมีเป้าประสงค์สำคัญเป็นเพียงแค่สินค้าที่ซื้อขายกันในยุคอุตสาหกรรมวัฒนธรรม (Culture Industry) ไม่แตกต่างอะไรกับการบริโภคสินค้ารูปแบบอื่น ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการและความพึงพอใจเท่านั้น ซึ่งพี่ปุ๊ยังบอกอีกว่าการผลิตเพลงในแต่ละครั้งจะมีการปล่อยเพลงลงใน Youtube และผลิตออกมาเป็นแผ่นซีดีเพื่อขายเวลาเดินทางไปแสดงยังหมู่บ้านต่างๆ

 

อีกหนึ่งแง่มุมที่น่าสนใจในการผลิตดนตรีของปกาเกอะญอที่มีส่วนคล้ายกับการศึกษาการผลิตอุตสาหกรรมวัฒนธรรมของปีเตอร์สันและเดวิด จี เบอร์เจอร์ ที่เห็นด้วยกับการที่ศิลปินมีอิสระในการสร้างสรรค์งานของตัวเองไม่ได้มีผู้มีอำนาจมาควบคุม และเห็นว่าการผลิตวัฒนธรรมมีความเชื่อมโยงกับการผลิตโครงสร้างทางสังคม ซึ่งก็ คือขั้นตอนการผลิตผลงานดนตรีของศิลปินปกาเกอะญอ โดยพี่ปุ๊ได้ใช้ชีวิตเรียนอยู่ในเมืองเชียงรายและเรียนรู้วิธีการทำเพลงด้วยตัวเองทั้งหมดผ่าน Youtube เสียเป็นส่วนใหญ่ และผ่านการสอบถามเพื่อนนักดนตรีที่รู้จัก โดยใช้คอมพิวเตอร์ 1 เครื่องกับอุปกรณ์อัดเสียงที่สามารถหาซื้อได้ตามแหล่งขายเครื่องเสียง หรือสามารถเรียกว่าเป็น Bedroom Studio ของตัวเองก็เป็นได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ระบบการผลิตอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมได้แตกย่อยจนถึงขั้นรายบุคคลและมีการร่วมมือกันระหว่างตัวบุคคลที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือมากขึ้น การไม่ต้องถูกกดทับของระบบในอุตสาหกรรมหรือบริษัทใหญ่ที่จะมากำหนดการผลิตดนตรีที่เกิดขึ้น แต่สามารถผลิตดนตรีของตัวเองตั้งแต่ขั้นแรกจนถึงขั้นสุดท้าย ซึ่งหากมีการรวมตัวกลุ่มใหญ่มากเท่าไหร่ก็จะทำให้เกิดอำนาจต่อรองกับองค์กรใหญ่ๆ หรือมีอิทธิพลต่อตลาดมากขึ้นได้เช่นกัน รวมถึงการเข้าถึงเทคโนโลยีเว็บไซต์ที่มีฟังก์ชั่นที่เอื้อต่อการผลิตผลงานและเชื่อมให้คนที่นอกเหนือพื้นที่ให้เข้าถึงผลงานของศิลปินได้ง่ายขึ้น จึงเป็นเรื่องง่ายที่คนๆ หนึ่งจะสามารถเป็นศิลปินและสร้างสรรค์งานของตัวเองได้

การอยู่ต่อของดนตรีปกาเกอะญอ

นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้สัมภาษณ์ศิลปินปกาเกอะญออีกคนหนึ่ง คือ คลี หรือ ซอว์คลีโพ  เป็นศิลปินปกาเกอะญอ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่  เป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสเรียนดนตรีในระดับมหาวิทยาลัยและมีอาชีพเป็นนักดนตรี จนถึงตอนเรียนปริญญาโท เขามีความตั้งใจที่จะพัฒนาเตหน่ากูให้เป็นนิยมและน่าสนใจมากขึ้น ตัวคลีมองว่าอยากทำให้เครื่องดนตรีที่เป็นตัวแทนของคนปกาเกอะญอนี้มีชีวิต แข็งแรงกว่าเดิม และมีคนปกาเกอะญอกลับมาเล่นเตหน่ากูเพิ่มมากขึ้น จึงอยากทำให้เตหน่ากูมีความเป็นสากล ทำให้คนข้างนอกที่ได้สัมผัสรู้สึกทึ่งกับเครื่องดนตรีนี้ พร้อมกับคนข้างในก็อยากเล่นต่อด้วย ตัวเขามองว่าเมื่อก่อนรุ่นคุณพ่อ เตหน่ากูอาจใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน แต่การที่ยุคสมัยเปลี่ยนไปก็อยากให้เครื่องนี้เป็นสากลและร่วมสมัยมากขึ้นโดยที่ยังคงความดั้งเดิมไว้ด้วย เพื่อให้คนเข้าถึงง่ายและเมื่อคนเข้าถึงตัวเขาจะค่อยๆ เล่าเรื่องราวความเป็นมาของเตหน่ากูให้คนเหล่านั้นฟัง ซึ่งตัวคลีได้ตั้งวงชื่อ คลีโพ ที่รวบรวมสมาชิกมาทำเพลงที่มีเนื้อร้องปกาเกอะญอและภาษาไทย และยังมีความพิเศษที่นำเตหน่ากูเล่นร่วมกับเครื่องดนตรีสากลอย่างแซกโซโฟน ทำให้เพลงที่ออกมายิ่งเข้าถึงง่ายและมีความพิเศษกว่าวงดนตรีทั่วไป เป็นที่น่าสังเกตว่าการสื่อสารดนตรีของชาวปกาเกอะญอรุ่นใหม่จะมีความแตกต่างกันตามพื้นฐานชีวิตที่ตัวเองอยู่ อย่างคลีโพเป็นคนที่มีฐานะระดับกลาง มีโอกาสได้เรียนมหาวิทยาลัยจนจบปริญญาโท โลดแล่นอยู่ในวงการดนตรีสากลมาเยอะ การประยุกต์ดนตรีปกาเกอะญอก็จะจับกับกลุ่มวัยรุ่นได้ดี เนื้อหาฟังง่าย โทนสีและรูปภาพที่ใช้ในการสื่อสารจะเรียบง่ายเป็นสไตล์ที่วัยรุ่นชอบ ในขณะที่พี่ปุ๊ ต้องเผชิญปัญหาในหมู่บ้านเรื่องที่ดินทำกิน เรียนรู้การทำเพลงด้วยตัวเอง เขาจึงประยุกต์เพลงของตัวเองออกมาในลักษณะเพื่อชีวิต ถ่ายทอดในประสบการณ์ที่ตัวเองได้พบเจอ พร้อมกับผสานสิ่งที่ได้เห็นและเรียนรู้จากยูทูป ซึ่งสิ่งที่ชาวปกาเกอะญอนิยมดูส่วนใหญ่จะเป็นเพลงลูกทุ่งที่โด่งดัง ทำให้ลักษณะของมิวสิควิดีโอ โทนสีและรูปภาพของการสื่อสารจะเป็นไปในแนวที่คนพื้นถิ่นนิยม

 

จากแนวคิดของอดอร์โนในด้านอุตสาหกรรมวัฒนธรรมก็อาจจะใช้ไม่ได้กับความลื่นไหลของดนตรีปกาเกอะญอในปัจจุบันทั้งหมด เพราะมีนักวิจารณ์อีกคนหนึ่งชื่อวอลเตอร์ เบนจามิน เสนอว่า การผลิตซ้ำนี่แหละมันคือพลังที่ก้าวหน้า (Progressive force) เพราะเป็นการทำลายเส้นกั้นระหว่างคนธรรมดากับวัฒนธรรมที่ถูกขึ้นหิ้งและจับต้องไม่ได้ เรื่องนี้เท่าที่เคยมีโอกาสคุยกับพ่อพือยุ ซึ่งเป็นปราชญ์ผู้อาวุโสในหมู่บ้านป่าแป๋ ก็มีความเห็นดีเห็นชอบที่คนรุ่นใหม่นำลำนำเก่าแก่มาดัดแปลงใส่ดนตรีที่ทันสมัยขึ้น ทำให้ตัวลำนำเข้ากับยุคสมัย น่าฟัง เพื่อทำให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและเป็นวิธีที่ทำให้คำสอนของบรรพบุรุษไม่หายไป ซึ่งนักปราชญ์ในหมู่บ้านเองก็ยังมีหน้าที่ในด้านพิธีกรรมต่างๆ ในปัจจุบันหาคนที่สนใจและสืบทอดได้ยาก มีผลกระทบให้บางลำนำที่ไม่ถูกพูดถึงบ่อยๆ อาจเลือนลางไปจากความทรงจำของชาวปกาเกอะญอไปได้ 

ดนตรีเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์

เมื่อถามพี่ปุ๊ถึงความสำคัญของดนตรีปกาเกอะญอที่มีต่ออัตลักษณ์หรือวัฒนธรรมคนปกาเกอะญออย่างไร พี่ปุ๊ตอบได้อย่างไม่ลังเลว่า สิ่งนี้แทบจะเป็นเหมือนกาวที่คอยผสานระหว่างคนภายนอกกับคนปกาเกอะญอเลยก็ว่าได้ พร้อมกับเล่าเหตุการณ์หนึ่งให้ฟังว่า สมัยก่อนเวลาไปเล่นดนตรีตามงานในเมืองต่างๆ เวลาพี่ปุ๊หอบเตหน่ากูไปไหน ทุกครั้งจะมีคนเดินเข้ามาถามว่าสิ่งนี้คืออะไร ใช้ทำอะไร เหมือนกับว่าเจ้าเตหน่ากูนี้ทำให้เกิดบทสนทนากับผู้คนต่างๆ ที่พบเห็นและทำให้พี่ปุ๊เองได้มีโอกาสพูดคุย อธิบายความเป็นปกาเกอะญอให้ทุกคนได้ฟัง และในสมัยนี้คนปกาเกอะญอที่อยู่ในเมืองมักจะกลมกลืนไปกับคนเมืองแล้ว แต่หากได้เห็นหรือฟังดนตรีนี้ก็น่าจะทำให้เขาเหล่านั้นได้หวนคิดถึงบ้านที่รอพวกเขาอยู่เช่นกัน

จากคำอธิบายของ Simon Frith นักสังคมวิทยาด้านดนตรีอธิบายการเกิดขึ้น ของอัตลักษณ์ทางดนตรีว่าเป็นสิ่งที่ถูกกาหนดขึ้นโดยสังคม (Defined by Social) อัตลักษณ์ทางดนตรีเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้คนภายในสังคมผ่าน กิจกรรมทางดนตรี (Music Activity) หากเป็นคนปกาเกอะญอจะเป็น การมีพิธีกรรม หรือเทศกาลให้คนได้มาร่วมสังสรรค์และฟังการขับร้องบทกวีประกอบกับเสียงเตหน่ากู ซึ่งแน่นอนว่าบทกวีที่ได้ขับร้องได้แฝงคำสอนของบรรพบุรุษทำให้คนฟังได้ซึมซับเอาลักษณะของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เชื่อถือกันมายาวนานติดตัวไป นอกจากนี้การเข้าร่วมงานประเพณีต่างๆ หรือการฟังคำสอนก็ยังเป็นเรื่องของการถูกยอมรับจากกลุ่มปกาเกอะญอด้วยกัน จนเกิดค่านิยมของกลุ่มคนภายในชนเผ่าที่ต้องมีการเข้าร่วมงานในทุกๆ ปี แต่หากเป็นระดับตัวนักดนตรีทั้งตัวพี่ปุ๊และคลีโพเอง แน่นอนว่าด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องดนตรีที่ถูกหล่อหลอมจากคำสอนและค่านิยมต่างๆ ทำให้ซึมซับการเล่นเตหน่ากูไป แต่เมื่อทั้งสองคนออกไปเรียนรู้โลกภายนอกที่แตกต่างกัน พบประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ ‘อัตลักษณ์ในดนตรี’ ของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป ดังที่พี่ปุ๊ตั้งใจจะใช้เตหน่ากูเป็นตัวสื่อสารเรื่องราวของชาวปกาเกอะญอให้รู้ แนวเพลงจะเป็นลูกทุ่มอินดี้ หรือเพื่อชีวิต เพราะตัวพี่ปุ๊ต้องทำงานให้หมู่บ้านและเกี่ยวข้องกับการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนของชาวปกาเกอะญอ จึงจะเป็นการเน้นที่การสื่อสารความหมายหรือสถานการณ์ที่ตัวเองเจอผ่านคำร้องและบทเพลง ในขณะที่คลีโพเป็นเด็กหนุ่มที่เรียนมหาวิทยาลัยที่ได้เห็นโลกกว้าง ได้มีโอกาสเล่นตามงานทั่วไป รวมถึงได้เรียนปริญญาโทด้านวิจิตรศิลป์ ทำให้ตัวเขามีแรงบันดาลใจที่อยากพัฒนาเตหน่ากูให้เป็นเครื่องดนตรีที่ทุกคนเล่นได้และสนุกไปกับสิ่งนี้ มุมนี้เป็นการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้กับเครื่องดนตรี แต่ทั้งคู่ก็ยังยืนอยู่บนรากฐานและความตั้งใจเดียวกันคือ ความต้องการให้ดนตรีและวัฒนธรรมปกาเกอะญอยังคงอยู่บนโลกนี้ต่อไป

แหล่งอ้างอิง

TSIS Nurture at one researcher at a time, พบ เค้า เจอ : แค่เพลงเดียว ตอนที่ 2, ภายใต้ TSIS Nurture at one researcher at a time, https://www.thetsis.com/pop-cul-ture-part-2

ฐิรวุฒิ เสนาดำ. เหลียวหน้าแลหลัง วัฒนธรรมป๊อบ. พิมพ์ครั้งที่ 1, กรุงเทพ:  ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2549

พิพัฒน์พงศ์ มาศิริ. แนวคิดในการศึกษาอัตลักษณ์ทางดนตรี, http://connexion.mfu.ac.th/assets/uploads/ejournal/Vol.5%20No.1%202016/146-165%20แนวคิดในการศึกษาอัตลักษณ์ทางดนตรี-พิพัฒน์พงศ์.pdf

ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ, ความต่างของวิธีคิดต่อวัฒนธรรมกระแสนิยม, ภายใต้ บทความที่ ๒๔ ประจำปี ๒๕๕๙

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *